SPY-BKK สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้

 

ความใจเย็น อีกคุณสมบัติจำเป็นของนักสืบ

นักสืบใจร้อน  อยากบรรลุภารกิจเร็วๆ  เข้าหาเป้าหมายอย่างโฉ่งฉ่าง  ทำให้เป้าหมายรู้ตัวนั้น
หมายถึง  การงานชิ้นนั้นล้มเหลวทันที  อาจบางทีมีอันตรายถึงชีวิต  เมื่อนักสืบทำให้เป้าหมาย
รู้ตัว  ก็คงไม่สามารถสืบอะไรได้อีก  อาจต้องเปลี่ยนตัวนักสืบ  และแน่นอนว่า  นักสืบที่มารับ
แทน  ย่อมทำงานได้ยากลำบากขึ้นอีกหลายเท่า  ความใจร้อนวู่วาม  นอกจากไม่ช่วยให้อะไร
ดีขึ้น  ยังทำให้แผนการทุกอย่างพังหมด  ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่  ดังนั้น  นักสืบจึงต้องมีความ
ใจเย็น   สามารถอดทนรอในจังหวะเวลาที่เหมาะสมกว่าที่จะเข้าพิชิต  ภารกิจ  เหมือนชาว
ประมงนั่งตกปลาด้วยความใจเย็น  รอเวลาเพียงให้ปลามากินเหยื่อเท่านั้นอาจบางทีรอกันเป็น 
หลายๆชั่วโมง  บางทีกินเวลาครึ่งวัน  กว่าจะตกปลาใหญ่ได้นักสืบก็เช่นกัน  ควรรู้และตระหนัก
ว่า  เป้าหมายมิใช่ปลา  มิใช่แมว  เป้าหมายคือ  คน  ที่มีมันสมองมีความเฉลียวฉลาดนักสืบ
จึงต้องมีความใจเย็น  รอจังหวะเวลาที่ดีที่สุดจะเข้าถึงเป้าหมาย  และบรรลุถึงจุดสิ้นสุดของ
ภารกิจนั้นๆ

นักสืบต้องไม่ประมาท

นักสืบที่ต้องรักษาความตื่นตัว  อยู่ตลอดเวลา  ไม่ประมาทในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย  นักสืบ
ต้องหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า  ไม่มีงานชิ้นไหนง่าย  ถ้ามันง่ายเค้าคงไม่มาจ้างเราแล้ว  งาน
นักสืบ  ไม่มีง่าย  มีแต่  ยากมาก  ยากปานกลาง  เท่านั้น  นักสืบทำหน้าที่สืบหาความลับ  ในคน
ในสัตว์  ในสิ่งของ  สืบหาเป้าหมายที่ต้องการปกปิดเป็นความลับ  เป้าหมายต้องมีการป้องกัน 
ไม่ให้ความลับรั่วไหล  โดยเฉพาะเป้าหมายที่มีความฉลาดรอบคอบรัดกุม  ยิ่งทำให้งานของนักสืบ 
ยากขึ้นไปอีก  อาจมีการวางกลลวง  หลอกล่อให้นักสืบ  หลงกล  ตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสน
งุนงง  จับต้นชนปลายไม่ถูก  กลับกลายจากสถานะผู้ไล่ล่า  กลายมาเป็นผู้ถูกไล่ล่า  เสียงเอง 
แบบนี้คงเสียชื่อสถาบันนักสืบหมด  ดังพญาราชสีห์  จับหนู  หรือจับกวาง  ก็ใช้ลีลาการจับไม่แตก
ต่างกัน

นักสืบต้องไม่อยากเด่นอยากดัง

นักสืบเป็นมนุษย์ที่แปลกประหลาดจำพวกหนึ่ง  คือมักจะต้องเก็บเนื้อเก็บตัว  ไม่ให้ใครรู้ว่าตนเป็น
นักสืบ  เราจึงพบว่านักสืบ   ไม่ค่อยเข้าสังคม   ไม่ค่อยสุงสิงกับชาวบ้านสักเท่าไหร่   นักสืบมัก
จะมีระยะห่างระหว่างบุคคล  บางทีอาจมองดูว่าเป็นคนไร้น้ำใจ  อันที่จริงนักสืบก็มีเลือดเนื้อชีวิต
จิตใจเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป  เพียงแต่มีความจำเป็นที่ต้องปกปิดฐานะของตัวเอง    เพื่อประโยชน์
ต่อการทำหน้าที่นักสืบ  หากนักสืบใด  ชอบทำตัวโอ้อวด  ให้ชาวโลกรู้ว่า  ข้าคือนักสืบ  คือยอด
นักสืบอัจฉริยะไม่มีใครเสมอเหมือน  ทำตัวเด่นดังราวกับดาราฮอลลีวู้ด  หรือ  super star แบบ
นี้มีหวัง  สืบอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว  เพราะว่าใครๆก็รู้จัก  พอเห็นนักสืบนี้เดินเข้ามา  เป้าหมายก็
คงเผ่นก่อน  นักสืบมืออาชีพ  ต้องทำตัวติดดิน  กลมกลืนเป็นธรรมชาติกับสภาพแวดล้อมและ  ดู
ธรรมดาที่สุด  นักสืบต้องไม่ทำตัวให้สะดุดตาสะดุดใจเป้าหมาย  จึงจะสามารถบรรลุผลของการ
สืบได้  นี่คือข้อแตกต่างของนักสืบมืออาชีพ  กับคนที่มีอาชีพนักสืบ

นักสืบต้องศึกษาเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนลงมือปฎิบัติการ

ปรมาจารย์แห่งคัมภีร์พิชัยสงคราม  ซุนวู  กล่าวอมตะวาจาไว้ว่า  รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครา 
ประโยคนี้  ยังคงเป็นจริงมานับพันๆปี  นักสืบจะเข้าไปสืบเรื่องใด  ก็ไม่แตกต่างจากทหารที่กำลัง
เข้าสู่สมรภูมิรบ  เพียงแต่เปลี่ยนจากการรบกันด้วยหอกด้วยดาบ  มารบกันด้วยไหวพริบสติปัญญา 
เอาชนะกันแค่เสี้ยววินาที  เพราะว่าบ่อยครั้ง  นักสืบอาจต้องจับภาพเป้าหมาย  ในช่วงเวลาแค่เสี้ยว
วินาทีจริงๆ  ระหว่างนักสืบและเป้าหมาย  ฝ่ายใดมีข้อมูลมากกว่า  ทำการบ้านมาดีกว่า  ศึกษาคู่
ต่อสู้มากกว่า  ฝ่ายนั้นย่อมมีโอกาส  บรรลุผลแห่งเป้าหมายของตนเอง  ดังนั้นก่อนที่นักสืบจะเข้า
ทำการ  สืบเรื่องใด  ต้องศึกษา  เรียนรู้ในตัวเป้าหมาย  ให้ละเอียดรอบคอบ  รู้ถึงสภาพแวดล้อม 
ทางหนีทีไล่  รู้จักการวางกลลวง  ให้เป้าหมายเดินเข้ามาหาเรา  ย่อมดีกว่าให้เรา  เป็นฝ่ายเดิน
เข้าหาเป้าหมาย  หากนักสืบไม่ศึกษารายละเอียดของเป้าหมาย  ให้ดีก่อนลงมือ  ก็เท่ากับว่า 
พาตัวเองไปสู่ความเสี่ยง  อาจพลาดพลั้งไม่บรรลุผลแห่งการสืบ  อาจบางทีต้องแลกมาด้วย 
เลือดและชีวิต

นักสืบต้องอาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีให้มาก

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับ    อะไรที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ 
เทคโนโลยีสามารถ  ทำได้ง่ายเหมือนร่ายมนต์  นักสืบใครติดตามเทคโนโลยีให้ทัน  ควรหา
ความรู้อยู่สม่ำเสมอ  ยกตัวอย่างเช่น  การค้นหาข้อมูลของเป้าหมาย  จากอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่ง
ที่นักสืบควรจะต้อง  ศึกษาเรียนรู้และ  ทำได้อย่างคล่องแคล่ว  เพื่อประหยัดเวลา  เงินตรา 
อารมณ์  และสามารถบรรลุผลของการสืบได้อย่างถูกต้อง  ได้ในเวลาอันรวดเร็ว  ซึ่งจะเป็นผลดี
ต่อตัวนักสืบโดยตรง  นักสืบจะได้รับความเชื่อถือจากผู้ว่าจ้าง  และเป็นที่ยอมรับในแวดวงพวกนัก
สืบด้วยกัน  ราวกับเป็นพ่อมดแห้งนักสืบทีเดียว

นักสืบต้องรายงานให้ผู้ว่าจ้างทราบเป็นระยะ

คืบหน้าแล้วเราไม่รายงาน  การติดต่อกับนักสืบเมื่อรับจ้างงานจากผู้ว่าจ้างแล้ว  ควรจะมีการติด
ต่อกับผู้ว่าจ้างเป็นระยะ  ไม่ควรเงียบหายไปเฉยๆ  เนื่องจากผู้ว่าจ้าง  มีความต้องการทราบความ
คืบหน้าของการสืบ  นับว่าตลอดเวลาจริงๆ  อยากรู้ว่า  นักสืบทำงานไปถึงไหน  เป้าหมายที่ให้
ไปสืบเป็นอย่างไร  มีปฎิกิริยา  หรือมีความตื่นตัวอย่างไร  เป้าหมายไปทำอะไร  ไปทำไม  ที่
สำคัญคือไปกับใคร  สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐาน  ที่ผู้ว่าจ้างต้องการทราบอยู่ตลอดเวลา  โดย
เฉพาะการ  สืบเรื่องชู้สาว  นี่นักสืบยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ  ที่จะต้อง  คอยรายงานให้ผู้
ว่าจ้างทราบอยู่บ่อยๆ  รายงานได้ทุกวันยิ่งดี  ขอให้รายงานไปตามความเป็นจริง  ถึงแม้คำรายงาน
ของเราจะเป็นข้อมูลซ้ำๆเดิมก็ตาม  อย่างน้อยในด้านจิตวิทยาก็ทำให้ผู้ว่าจ้างรู้สึกสบายใจขึ้นและ
เห็นว่านักสืบกำลังทำงานให้เขาจริงๆ  ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่า  ดังที่งานไม่ผู้ว่าจ้างบ่อยๆ  จึงเป็นสิ่ง
จำเป็นสำหรับ  นักสืบ  กล่าวมา

นักสืบต้องรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง

เมื่อมีการติดต่อว่าจ้าง  ให้สืบเรื่องใดแล้ว  สิ่งหนึ่งที่นักสืบต้องยึดถือปฎิบัติอย่างเคร่งครัดคือ 
การรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง  เมื่องานนั้นสิ้นสุดลง  มีการส่งมอบงานกันแล้ว  แต่ความรับผิด
ชอบของนักสืบ  กลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น  สิ่งที่นักสืบต้องทำต่อไปคือการรักษาความลับของ
ผู้ว่าจ้าง  โดยไม่นำมาเปิดเผยต่อ  บุคคลอื่น  เพราะว่าเรื่องราวบางอย่างมีความสำคัญเกี่ยวเนื่อง
ถึง  เกียรติยศชื่อเสียงของผู้ว่าจ้าง  หากเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว  ย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ว่า
จ้าง  และตัวนักสืบเอง  ผู้ว่าจ้างอาจเสื่อมเสียชื่อเสียง  นักสืบเองก็จะขาดความน่าเชื่อถือ  ดังนั้น 
การรักษาความลับให้กับผู้ว่าจ้าง  จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของนักสืบ  เนื่องจากว่า 
ผู้ที่มาว่าจ้างย่อมให้ความไว้วางใจในตัวนักสืบ  อยู่บ้างไม่มากก็น้อย  การที่นักสืบนำเรื่องราวของ
ผู้ว่าจ้างไปเปิดเผยแม้โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม  ก็เหมือนกับนักสืบนั้นได้ทำการ  ทุบหม้อข้าว
ของตนเอง  การรักษาความลับให้ผู้ว่าจ้างนี้ยังรวมถึง  การติดต่อว่าจ้างตอนเริ่มต้น  ถึงแม้ว่าจะไม่
มีการว่าจ้างเกิดขึ้นจริงๆก็ตาม  นักสืบจำเป็นต้องเก็บรักษาเรื่องราวเหล่านี้ไว้  ไม่นำไปเปิดเผย 
และให้เป็นความลับติดตัวนักสืบตลอดไป

นักสืบไม่ควรกล่าวเกินจริง

ไม่มีงานสืบใดในโลกที่สามารถรับรองผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์  นักสืบไม่ควรคุยโอ้อวดว่าสามารถ
สืบเรื่องราวใดๆก็ได้  ราวกับเซียนผู้วิเศษ  เพราะการเป็นนักสืบ  ไม่ได้หมายถึงการจับยามสามตา
ร่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง  เมื่อการมีการติดต่อว่าจ้างเข้ามา  นักสืบไม่ควรอวดอ้างสรรพคุณของตนเองว่า
สามารถรับรองผลการสืบได้ 100 เปอร์เซ็นต์  เพราะจะทำให้ดูขาดความน่าเชื่อถือ  นักสืบควร
วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้จากการบอกเล่าของผู้ส่าจ้าง  ถึงเนื้องานนั้นๆว่ามีความเป็นไปได้มาก
น้อยเพียงใดในการสืบ  นักสืบควรถามผู้ว่าจ้างให้ชัดเจนถึงขอบเขตงานที่จะให้ทำเมื่อนักสืบทำ
การวิเคราะห์อย่างคร่าวๆจากข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างให้มา  และรู้ถึงขอบเขตงานแล้ว  จึงค่อยตัดสินใจ
รับงานนั้น  และทำการตกลงกับผู้ว่าจ้างให้ชัดเจนว่าต้องใช้เวบานานเท่าใดในการสืบ  เพื่อเป็น
การ save ตัวของนักสืบไม่ให้ถูกกดดันจนเกินไป

นักสืบต้องมีคุณธรรม

   การตามสืบในเรื่องใดๆก็ตาม เมื่อนักสืบ สืบได้ความจริงแล้ว ไม่ควรนำข้อมูลนั้นกลับไปข่มขู่
คุกคามเป้าหมาย ให้เอื้ออำนวยผลประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่งแก่นักสืบ เพื่อแลกกับการไม่เปิด
เผยความลับของเป้าหมาย การกระทำแบบนี้ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง นักสืบต้องตระหนักและเข้า
ใจว่า หน้าที่ของนักสืบคือการสืบให้ได้ตามวัตถุประสงค์ ของผู้ว่าจ้างเท่านั้น นักสืบมิใช่ตุลาการ
ที่จะคอยตัดสินความผิดถูกของผู้หนึ่งผู้ใด หรือนักสืบไม่ใช่นักการตลาด ที่จะคอยหาผลประโยชน์
จากการถือไพ่เหนือกว่าเป้าหมาย อันเนื่องมาจากกำความลับของเป้าหมายอยู่ นักสืบเมื่อสืบได้
ข้อสรุปแล้วควรรีบรายงานให้ผู้ว่าจ้างทราบและส่งมอบงานทันที 


นักสืบต้องเป็นคนช่างสังเกต

   บ่อยครั้งที่นักสืบทำเป้าหมายหลุด จากการติดตามทั้งๆที่ ตัวเป้าหมายเอง มิได้ทราบเลยว่า มี
นักสืบคอยติดตามอยู่เพียงแต่ว่าเป้าหมายที่นักสืบคอยติดตามนั้น มีความระมัดระวังตัว มีการ
ปลอมแปลงตัวอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนยากต่อการติดตาม ดังนั้นนักสืบต้อง
คอยสังเกตให้ดีถึงจุดเด่นของเป้าหมายว่ามีส่วนใดที่สามารจดจำได้ง่าย เช่น สีผิว ทรงผม
สีเล็บ ส่วนสูง ความอ้วน ผอม  หรือแม้กระทั่งจังหวะการก้าวเดิน สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ในเวลาสั้นๆ จุดสังเกตเล็กๆน้อยเหล่านี้ จะช่วยให้นักสืบสามารถติดตาม
เป้าหมาย ได้ตลอดโดยไม่หลุดหายไปเสียก่อนเวลาอันควร

งานของนักสืบ

  จะว่าไปแล้ว อาชีพนักสืบถือว่าเป็นอาชีพที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่านักสืบในยุคสมัย
ใด ก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือสืบเรื่องราวที่เป็นความลับทั้งหลาย งานของนักสืบคือการทำ
ให้ความลับเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด นักสืบต้องเข้าถึงที่สุดของความลับ งานจึงจะบรรลุเป้าหมาย
นักสืบเปรียบเสมือนเป็นผู้ถักทอความจริงให้ปรากฎ นักสืบคือผู้ตามล่าหาความจริง นักสืบเหมือน
ผู้นำจิ๊กซอว์แห่งความจริงมาเชื่อมต่อกันจนปรากฎเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ นักสืบคือผู้พิชิตความลับ
นักสืบคือผู้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความลับและความจริง  วิถีชีวิตของนักสืบเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่
โบราณจนถึงปัจจุบัน


ทำไมต้องมีนักสืบ

   นับแต่โบราณกาลมา นักสืบเกิดขึ้นมาจากบุคคล 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือผู้ปกปิดข้อมูล อีกฝ่ายหนึ่ง
คือผู้ต้องการเปิดเผยข้อมูล เมื่อจุดมุ่งหมายสวนทางกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบเสาะแสวงหา
เมื่อมีการเสาะหาจึงเป็นที่มาของนักสืบ ที่ต้องสืบหาความจริงเอามาเปิดเผย ระหว่างทั้งสองฝ่าย
คือผู้รักษาความลับและผู้ต้องการเปิดเผยความลับ หากมีความจริงใจต่อกัน ไม่มีความลับซึ่งกัน
และกัน ตั้งอยู่ในศีลในธรรม โลกนี้คงไม่มีนักสืบ แต่ในเมื่อมนุษย์ยังมีความลับต่อกัน มนุษย์ไม่
ตั้งมั่นในศีลธรรม มีการกระทำอันต้องปกปิดเป็นความลับ โลกจึงยังคงต้องการนักสืบ นักสืบจึง
อยู่คู่โลกมาตั้งแต่ในอดีต จนกระทั่งปัจจุบัน อาจบางที นักสืบจะยังคงอยู่คู่โลกไปตราบนิจนิรันดร์


นักสืบต้องรู้จักดูแลรักษาสุขภาพ

   นักสืบไม่ใช่สาว offfice ทั่วไป เข้างาน 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น แต่งานของนักสืบต้องทำกัน
ตลอดเวลา ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา อาจบางทีแม้กระทั่งเวลานอน ยังฝันว่า ตามสืบหาเป้าหมายอยู่
ก็มี นักสืบมักจะต้องตรากตรำทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสืบ ดังนั้น สุขภาพของนักสืบ
จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อยู่สม่ำเสมอ นักสืบควรหาเวลาดูแลสุขภาพของ
ตนเอง ในแต่ละวัน อาจจะหาเวลาออกกำลังกาย สร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายบ้าง เช่นตอนตื่น
นอน เป็นต้น หากนักสืบใดไม่ดูแลสุขภาพ ปล่อยให้ร่างกายเสื่อมถอยไปกับการเวลา มีการเจ็บไข้
ไม่สบายบ่อยๆ ย่อมเป็นอุปสรรคในหน้าที่การงาน เพราะงานของนักสืบ ถือว่าเป็นงานที่ต้องอาศัย
ร่างกายที่แข็งแรง มีความตื่นตัวตลอดเวลา จึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นักสืบต้องหมั่นศึกษาหาความรู้

   นักสืบควรที่จะรู้จักเรียนรู้เทคนิค วิธีการสืบจากผู้มาก่อน หรือนักสืบรุ่นพี่ๆ เพื่อที่จะไม่เสียเวลา
ในการ ลองผิดลองถูกในการเป็นนักสืบ มีเรื่องมากมายหลายอย่างที่สามารถลองผิดลองถูกได้
แต่การเป็นนักสืบ ขอแนะนำอย่างยิ่งว่าไม่ควรลองผิด ควรจะลองถูกเพียงอย่างเดียว เพราะว่า
ความผิดพลาดเพียงเล็กๆน้อยของนักสืบ หมายถึงเรื่องราวและปัญหาอีกมากมายที่จะตามมา
อาจทำให้นักสืบต้องมาเสียเวลาแก้ปัญหาจนไม่สามารถบรรลุผล ของการสืบได้ ดังนั้น นักสืบควร
หาเวลาและโอกาสในการเข้าทำการศึกษาหาความรู้จากผู้มีประสบการณ์ หรืออาจหาเวลามาแชร์
ประสบการณ์ในหมู่เพื่อนนักสืบด้วยกัน

 
นักสืบต้องหมั่นตรวจตราอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ

   คงไม่มีนักสืบใด สืบทุกเรื่องราวโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยเลย นักสืบไม่ใช่พ่อมดที่จะสืบเรื่องราว
จากการเพ่งลูกแก้ว แต่นักสืบต้องสืบจากการเข้าหาเป้าหมายจริงๆ นักสืบจำเป็นต้องมีอุปกรณ์
เครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็นบ้าง แต่คงไม่ถึงกับมีมากจนกลายเป็นสิ่งเกินความจำเป็น นักสืบมิใช่
นักรบที่ต้องติดอาวุธหรือเครื่องรบเต็มตัวไปหมด จะมีแต่ก็คงอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ที่ใช้อำนวยความ
สะดวกในการสืบ เช่นกล้องตัวเล็กๆ เครื่องดักฟัง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักสืบก็ไม่ควรเอาแต่ใช้
อย่างเดียว ควรหมั่นตรวจตราอยู่เสมอ ว่าอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
ตลอดเวลาหรือไม่ นักสืบจะได้ไม่เสียโอกาสในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย นักสืบควรฝึกหัดใช้
เครื่องมือเหล่านั้นให้คล่องแคล่วชำนาญ ใช้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้พังไปก่อนเวลาอันควร เมื่อ
นักสืบจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ควรตั้งสติให้ดี ให้มีความละเอียดสักนิดหนึ่ง อุปกรณ์บางอย่างใส่กลับ
หัวกลับหางกันได้ง่าย แต่ผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวทีเดียว


นักสืบมูลค่าเพิ่ม

   นักสืบเป็นมนุษย์แปลกประหลาดถึงกับแปลกประหลาดอย่างยิ่ง งานของนักสืบ มักจะเป็นงาน
ที่มีเกี่ยวข้องกับความลึกลับซับซ้อนอยู่เสมอๆ นักสืบจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้กำความลับของสวรรค์
ความลับบางอย่างตีค่าเป็นเงินเป็นทองไม่ได้เลย ไม่ได้หมายความว่าความลับนั้นไม่มีค่า แต่มี
ค่ามากเกินกว่าจะนำมาตีค่าเป็นเงินเป็นทอง ตัวของนักสืบจึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาและ
ประสบการณ์ ยิ่งนักสืบใดล่วงรู้ความลับที่สำคัญๆ นักสืบนั้นยิ่งเป็นที่ต้องการของผู้ว่าจ้าง และมี
ราคาค่าจ้างสูงตามไปด้วย ดารานักแสดงหรือนักกีฬาระดับ super starได้รับค่าตัวแพงๆ ก็
เฉพาะเวลาที่ยังหนุ่มแน่น เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เท่านั้น พอแก่ตัวลงไปสังขารร่วงโรย ค่าจ้างก็จะ
ลดลงไปตามสภาพ  แต่นักสืบอาจไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งแก่ยิ่งเก่ง ยิ่งเก๋ายิ่งมีประสบการณ์ ยิ่งรู้อะไร
มาก ราคาค่าตัวกลับสวนทางกับ super star ก็มีเหมือนกัน เหมือนเพชรเหมือนพลอยยิ่งแก่ยิ่ง
มีราคา นี่คือความแปลกประหลาดอย่างหนึ่งของนักสืบ 


นักสืบควรเริ่มต้นในสิ่งที่ง่าย

   นักสืบเมื่อรับงานจากผู้ว่าจ้างแล้วควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด และเริ่มต้นสืบ จากง่ายไปยาก
เนื่องจากบ่อยครั้ง สิ่งที่ควานหาอย่างลำบากยากเย็นใช้เวลาและความพยายามไปมากมาย แต่
สุดท้ายกลายเป็นเส้นผมบังภูเขา คำตอบอยู่เบื้องหน้าแท้ๆ นักสืบกลับหลงทางวกเวียนวน ไปทาง
อื่นกลายเป็นเอาภูเขามาบังเส้นผมเสียนี่ นักสืบไม่ควรเริ่มต้นสืบด้วยความยาก สิ่งใดที่คิดว่าจะใช่
และง่ายต่อการบรรลุผลแห่งการสืบ ควรเริ่มต้นที่สิ่งนั้นทันที เมื่อไม่ได้แล้วค่อยสืบเสาะในกรณีที่
ยากขึ้นไปเรื่อยๆ แบบนี้นักสืบจะไม่เสียเวลาและไม่สบสนในลำดับของการทำงาน จะทำให้นักสืบ
เข้าหาเป้าหมายได้ง่าย เหนื่อยน้อยลง และ สิ้นสุดภารกิจอย่างรวดเร็ว นักสืบจะเกิดความเชื่อมั่น
และมั่นใจในการทำงานชิ้นถัดๆไป



                   ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติของนักสืบ และเรายึดถือคุณสมบัติเหล่านี้มาโดยตลอด ภาย
ใต้ชื่อ สำนักงานนักสืบเอกชน นักสืบโฟกัส ขอบคุณครับ